เตรียมทดสอบ‘ถนนผลิตไฟฟ้า’ ทั้ง 4 ทวีปในปีหน้า


ถนนที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นจริงแล้วในระดับโครงการทดลอง แต่ในปีหน้าหรือปี 2560 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ถนนที่ผลิตกระแสไฟฟ้าได้จริงๆ และเป็นถนนที่ใช้งานด้านการสัญจรได้จริงกำลังจะเกิดขึ้นใน 4 ทวีปใหญ่ของโลกเรา

M30321405

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า บริษัท โคลาส์ จากประเทศฝรั่งเศส ได้ทำการทดลองความแข็งแกร่งของแผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดพิเศษที่สามารถทนทานแรงบดทับได้ดีและสามารถรองรับน้ำหนักของรถบรรทุก 18 ล้อเพื่อที่ว่าบริษัทจะได้ฝังแผงพลังงานดังกล่าวลงบนผิวถนนที่ใช้สัญจร มีรถขนาดต่างๆวิ่งได้จริง ขณะนี้บริษัทได้ทดลองปูแผงพลังงานแสงอาทิตย์ดังกล่าวลงบนผิวถนนบางสายในประเทศฝรั่งเศสแล้ว

เตรียมทดสอบ‘ถนนผลิตไฟฟ้า’ ทั้ง 4 ทวีปในปีหน้า

ผู้บริหารโครงการ “วัตถะเวย์” (Wattaway) ของบริษัท โคลาส์ฯ เปิดเผยว่า บริษัทได้ทำการวิจัยและพัฒนาแผงพลังงานแสงอาทิตย์สุดแกร่งนี้มาเป็นเวลา 5 ปีแล้วแต่เป็นการทดลองอยู่ภายในห้องแล็บ หรือห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ดังนั้นก่อนที่จะนำมาทดลองบนถนนที่มีรถยนต์มากมายสัญจรจริงๆ บริษัทจะทำการทดลองเพิ่มเติมบนสนามทดสอบจำลองรูปแบบถนนจริงในพื้นที่กลางแจ้ง 100 แห่งในปีหน้า “เราอยากสร้างมูลค่าเพิ่มให้ถนนหนทางที่เรามีอยู่ ถ้าเราทำโซลาร์ฟาร์มบนผืนแผ่นดินทั่วไป มันก็อาจเป็นการแย่งใช้พื้นที่ที่สามารถทำการเกษตร แต่ถ้าเราทำโซลาร์ฟาร์มบนท้องถนน ก็ไม่มีใครต้องเสียอะไร ถนนก็มีอยู่แล้ว”

M30321404

ข่าวระบุว่า ตัวแผงโซลาร์เซลล์นั้นทำจากวัสดุชนิดเดียวกันกับแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งทั่วไปบนหลังคาบ้าน แต่ที่มันทนทานและสามารถรองรับน้ำหนักของรถบรรทุกขนาดใหญ่ได้นั้นเป็นเพราะมีการนำพลาสติกใสมาหุ้มทับเป็นเกราะที่ทนทานหลายชั้นและเคลือบผิวชั้นบนสุดด้วยเศษแก้วบดละเอียดเพื่อสร้างความสาก และไม่ให้ผิวถนนเรียบลื่นจนเกินไป ภายใต้แผงโซลาร์เซลล์ยังมีสายไฟฝังไว้มากมาย

การทดลองฝังแผ่นโซลาร์เซลล์ดังกล่าวบนถนนจริงความยาว 1 กิโลเมตร (รวมพื้นที่ 2,800 ตารางเมตร) ในเมืองทูรูฟ ประเทศฝรั่งเศส เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เป็นที่คาดหวังว่าถนนสายนี้จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 280 กิโลวัตต์เมื่อผลิตเต็มกำลังการผลิต และน่าจะสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับชุมชนใกล้เคียงสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าให้กับประชาชนได้ถึง 5,000 คนในระยะ 1 ปี ส่วนการทดสอบถนนจริงในปีหน้านั้น บริษัทกำหนดไว้ 4 ทวีปคือ อเมริกาเหนือ ยุโรป แอฟริกา และเอเชีย หลังจากนั้นจะเริ่มทำตลาดเพื่อขายเทคโนโลยีดังกล่าวในเชิงพาณิชย์ในปี 2561

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ